หน้าหลัก > เรื่องน่าเล่ากับเกร็ดน่ารู้โดยธรรมมิกา » ประวัติวันอาสาฬหบูชา

ประวัติวันอาสาฬหบูชา

ประวัติวันอาสาฬหบูชา

ประวัติวันอาสาฬหบูชา
Last Modified On: Friday, 28/June/2013 20:53:59pm

Back to เรื่องน่าเล่ากับเกร็ดน่ารู้โดยธรรมมิกา

เรื่องน่าเล่ากับเกร็ดน่ารู้โดยธรรมมิกา

Shortcuts To:

 
     ประวัติความเป็นมาของวันอาสาฬหบูชานั้นสืบเนื่องมาจากในครั้งพุทธกาล ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปัจจุบันคือเมืองพุทธคยา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ทรงพิจารณาถึงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วเป็นเวลา 7 สัปดาห์ จึงทรงดำริปรารภถึงบุคคลผู้สมควรรับธรรมเทศนา และมีอินทรีย์แก่กล้าพอจะรับฟังพระสัทธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้แล้ว สามารถรู้ตามได้ ทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุททกดาบสซึ่งพระองค์ได้เคยอยู่อาศัยลัทธิของเธอทั้งสองในกาลก่อนว่า เธอทั้งสองเป็นผู้ฉลาดสามารถจะรู้ธรรมนี้ได้ฉับพลัน แต่เธอทั้งสองถึงความสิ้นชีพไปเสียแล้ว จึงทรงหวนรำลึกนึกถึงปัญจวัคคีย์ว่าเป็นผู้อุปัฏฐากพระองค์เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานานถึง 6 ปี ต่อมาพระพุทธองค์ทรงเลิกทรมานตน ฝ่ายปัญจวัคคีย์ได้พากันหลีกไปเพราะคิดว่าทรงคลายจากความเพียร เมื่อทรงพิจารณากำหนดลงไปเห็นควรจะแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ก่อน จึงเสด็จออกจากต้นอชปาลนิโครธในเช้าวันขึ้น 14 ค่ำแห่งเดือนอาสาฬหะ คือเดือน 8 ใช้เวลาประมาณ 10 วันเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เป็นสถานที่อยู่ของปัญจวัคคีย์นั้นในเวลาเย็น
ข้างฝ่ายปัญจวัคคีย์ต่างได้เคยทำการนัดหมายกันไว้ว่า ถ้าหากวันใดที่พระพุทธองค์เสด็จมาตามเราทั้ง 5 คน ในพวกเราผู้ใดผู้หนึ่งนั้นจะไม่พึงไหว้ ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับ ไม่พึงรับบาตรจีวร แต่ในเย็นวันนั้นครั้งเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกล ต่างก็อดใจมิได้ พอนึกถึงสัญญาที่ให้แก่กันไว้ จึงทำเพียงจัดตั้งอาสนะซึ่งเป็นที่นั่งไว้ให้แก่พระองค์ ครั้งพระพุทธองค์กล่าวตักเตือนอยู่ ก็ประหลาดใจในถ้อยคำที่ทรงตรัส ด้วยเห็นว่าเป็นถ้อยคำที่พวกตนไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ขณะนั้นจึงมีใจนอบน้อม แสดงความเคารพอย่างแต่ก่อนมา ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงรู้ว่าปัญจวัคคีย์มีใจพร้อมที่จะรับฟังพระธรรมนี้แล้ว จึงได้ทรงแสดงธรรมชื่อว่า “ธรรมจักกัปปวัตนสูตร” เป็นปฐมเทศนา คือการแสดงธรรมที่เกิดขึ้นครั้งแรกในพุทธศาสนา ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเรียกชื่อมาจวบจนปัจจุบันนี้ว่า “วันอาสาฬหบูชา” ช่วงขณะกำลังทรงแสดงธรรมอยู่ดวงตาอันเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่านโกณฑัญญะด้วยใจความว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” พระพุทธองค์ทรงทราบแล้วว่าท่านโกณฑัญญะได้เห็นธรรมจึงทรงเปล่งอุทานว่า “อญฺญาสิๆ โกณฺฑัญฺโญ” แปลว่า “โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอๆ ” คำว่าอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นชื่อของท่านนับตั้งแต่กาลนั้นมา จากนั้นท่านจึงทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุ พระพุทธองค์ทรงประทานอุปสมบทด้วยพระองค์เองทรงเปล่งวาจาตรัสว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้วท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด” พระศาสดาทรงอนุญาตให้พระโกณฑัญญะเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยพระวาจาเช่นนั้น ถือเป็นการเกิดพระอริยสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในพระพุทธศาสนา ด้วยประการอย่างนี้
เนื้อความย่อที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในปฐมเทศนามีดังนี้ ทรงยกที่สุด 2 อย่างขึ้นแสดง อย่างที่ 1 ชื่อว่า กามสุขัลลิกานุโยค คือการทำตนให้หมกมุ่นอยู่กับกามสุข เป็นของคนมีกิเลสหนา และไม่ประกอบด้วยประโยชน์อย่างใด อย่างที่ 2 ชื่อว่า อัตตกิลมถานุโยค คือการบำเพ็ญตนให้ได้รับความทุกข์ทรมานมีวิธีต่างๆ
พระองค์ทรงจำแนกและแสดงธรรมที่ชื่อว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติ คือทางสายกลาง เพราะเป็นไปเพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่งและเพื่อถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 คือ
  1. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ
  2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ
  3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ
  4. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ
  5. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ
  6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ
  7. สัมมาสติ ระลึกชอบ
  8. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ
 
 
ยังทรงแสดงทุกข์อริยสัจจ์ 4 ตามหลักแห่งความเป็นจริง ซึ่งเป็นหลักของเหตุและเป็นหลักของผล
 
 
  1. ทุกข์ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย
  2. สมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหาความทะยานอยาก ทำให้เกิดภพ ทำให้เกิดความกำหนัดยินดี ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ด้วยเหตุก็เพราะตัณหาสาม มีกามตัณหา ภวตัณหาและวิภวตัณหา
  3. นิโรธ คือความดับทุกข์ เป็นความจริงในการดับตัณหาได้สิ้นเชิง คือความสละ ความวาง ความปล่อย ความไม่มีตัณหาพัวพันติดอยู่นั้นแล
  4. มรรค คือหนทางการปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์
    พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ธรรมที่ชอบยิ่งแล้ว ยังทรงมีพระกรุณาธิคุณโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 4 ที่เหลือจนกระทั่งได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกันกับพระอัญญาโกณฑัญญะแล้ว จึงทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุทั้งหมด พระองค์ทรงแสดงขันธ์ 5 ว่าเป็นอนัตตา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง ในเวลากำลังแสดงอนันตลักขณะอยู่ ขณะนั้นจิตของภิกษุปัญจวัคคีย์ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามกระแสแห่งเทศนานั้นได้พ้นแล้วจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานทั้งปวง ครั้นนั้นจึงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก
 
 
นับว่าวันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่มีความสำคัญต่อชาวพุทธเป็นอย่างมาก เพราะวันนี้เป็นวันถือกำเนิดขึ้นของพระพุทธศาสนาคือ
  1. เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา เรียกชื่อว่า “ธรรมจักกัปปวัตนสูตร” เป็นธรรมเทศนาที่ทำให้มนุษย์พ้นจากกองทุกข์ กองกิเลสอันมีตัณหาเป็นเครื่องผูก
  2. เป็นวันแรกที่พระอริยสงฆ์บังเกิดขึ้นในโลก
  3. เป็นวันที่มีพระรัตนตรัย คือแก้วสามประการครบบริบูรณ์ในวันนั้น กล่าวคือ พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
 
 
     ว่ากันว่าในอดีตกาลเทวดาตลอดสวรรค์ทั้งชั้นเทวโลก ทั้งชั้นพรหมโลก พากันสาธุการเอิกเกริก ไฟนรกดับเพื่อให้สัตว์ที่ทุกข์นั้นสร่างไปชั่วคราว พระพุทธองค์ทรงแสดงทุกข์อริยสัจจ์ 4 นี้ไว้ เพราะวิสัยของมนุษย์ บางคนเชื่อว่าการได้รับความสุขทุกข์นั้นไม่มีอะไรเป็นสาเหตุเลย มันเกิดขึ้นเองดับขึ้นเอง จึงไม่ต้องประพฤติปฏิบัติอะไรเพื่อให้เกิดความสุขหรือดับความทุกข์ แต่เมื่อถึงคราวที่ประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ไม่สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ต้องอาศัยอำนาจตัณหาแย่งชิงช่วงชิงให้ได้มา สมหวังก็พอใจ เมื่อไม่สมหวังก็แค้นใจจนกลายเป็นความพยาบาท ไม่อาจถอนหรือดับทุกข์เหล่านี้ พระพุทธองค์จึงทรงชี้ให้เห็นถึงโทษในเหตุเหล่านี้ซึ่งมนุษย์มองไม่เห็นตนเอง ส่วนบางจำพวกเห็นว่าความสุขทุกข์นั้นมีอะไรบางอย่างเป็นสาเหตุ สิ่งเหล่านั้นเกิดจากการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การจะดับทุกข์หรือทำตนให้มีสุขก็โดยการบวงสรวงขอพึ่งอำนาจในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ดังนั้นการที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอริยสัจจ์ 4 เพื่อให้มนุษย์มองเห็นความจริงว่า ความสุขทุกข์นั้นอยู่ที่ผู้ประพฤติตนปฏิบัติตน เหตุที่ดี ผลจึงดี เหตุที่ชั่ว ผลย่อมชั่ว
     ชาวพุทธเรามีความเชื่อในเรื่องกรรม ทำดีย่อมไปสวรรค์ ทำชั่วย่อมตกนรก และเรายังเชื่อในคำสอนอันเป็นพระสัจธรรมของพระพุทธเจ้าว่า สิ่งที่พระองค์กล่าวไว้นั้นเป็นความจริงแท้ที่มนุษย์หลีกหนีไม่พ้น ชาวพุทธได้ประพฤติและปฏิบัติตนเพื่อให้เป็นผู้เจริญ ให้เป็นผู้ที่กระทำในสิ่งที่ถูก สิ่งที่ควร หลีกเลี่ยงการเบียดเบียนและความชั่วอันจะเป็นเหตุให้เดินเข้าไปสู่กองทุกข์ เข้าไปสู่อบาย โดยใช้เวลายาวนานมาเกือบสองพันกว่าปีทีเดียว ทุกสิ่งเพื่อสั่งสมความดีความสามัคคีในการอยู่รวมกัน และดำรงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไว้ แม้เราจะไม่ก้าวล่วงความเป็นพระอรหันต์ แต่เราชาวพุทธก็สามารถปฏิบัติเป็นโสดาบันบุคคลได้
ฉะนั้นในวันอาสาฬหบูชานี้จึงเป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนที่รวมใจพากันเข้าวัดสร้างกุศล ด้วยการถวายภัตตาหารอุทิศแด่ญาติผู้ล่วงลับ ทั้งฟังธรรมเทศนาหรือบางคนอาจเตรียมตัวมาถือศีลอุโบสถ ต่างมาเพื่อสั่งสมบุญกุศลให้จิตใจของตนเอง และบางคนอาจจะทำความเพียรที่ยิ่งขึ้นกว่านี้ ในเย็นวันนี้วัดต่างๆ จะนำพาเหล่าพุทธศาสนิกชนร่วมเวียนเทียนทำประทักษิณ 3 รอบเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้าและคุณพระอริยสงฆ์เจ้า ที่ทำให้เราทุกคนเดินเข้ามาสู่หนทางของความสุขที่แท้จริง ซึ่งมีเพียงมนุษย์ผู้ประเสริฐเท่านั้นที่จะสามารถค้นพบได้
 

จำนวนผู้อ่านเรื่องประวัติวันอาสาฬหบูชา:

Share:

วัดทุ่งยาว หมู่ 16 ต. โพธิ์งาม อ. ประจันตคาม จ. ปราจีนบุรี 25130
http://www.wattungyao.com/
Email: info@wattungyao.com